โรงพยาบาลท่าเรือ

THARUEA HOSPITAL

Get Adobe Flash player

ระบบสมาชิก

กรุณากรอก User และ Password ด้วยค่ะ

Online

มี 36 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

สถิติเยี่ยมชมเว็บไซค์

068528
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวม
117
194
426
67018
2419
894
68528

Your IP: 54.145.92.172
2017-08-22 12:31
27,31,0,50,1
5000,3000,2,1,3000,5000,15,800
90,150,1,50,12,30,50,1,70,12,1,50,1,1,1,5000
Powered By Creative Image Slider
5ป
สายด่วน 1669
ทีมหมอครอบครับ
นมแม่ดีที่สุด
รับมือภันแล้ง

ที่มา : มติชนออนไลน์

\'โรคซึมเศร้า\' กับปัญหาฆ่าตัวตาย thaihealth`โรคซึมเศร้า` กับปัญหาฆ่าตัวตาย

จิตแพทย์ เตือนระวังโรคซึมเศร้าต้นเหตุปัญหาของการฆ่าตัวตาย ชี้ภาคเหนือมีสถิติฆ่าตัวตายสูงสุด

พญ.สมรัก ชูวานิชวงศ์ นายกสมาคมสายใยครอบครัว และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลศรีธัญญา แถลงข่าวเรื่อง “โรคซึมเศร้ากับการฆ่าตัวตาย ปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย” ว่า ที่ผ่านมาในประเทศไทยเคยมีวิกฤตปัญหาคนฆ่าตัวตายในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง และช่วงที่มีโรคเอดส์ระบาดใหม่ มีประชาชนฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นไทยก็พยายามควบคุมปัญหาการฆ่าตัวตายมาโดยตลอด และถือว่าควบคุมได้ดี กระทั่งช่วงนี้ที่เกิดปัญหาคนมีภาวะซึมเศร้า จนนำไปสู่การฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมากอีกครั้ง

โดยในเอเชียไทย มีสถิติรองลงมาจากเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งภาคเหนือเป็นภาคที่มีสติถิการฆ่าตัวตายสูงสุด อาจจะเนื่องด้วยปกติแล้วอุปนิสัยของคนภาคนี้ คือนุ่มนวลพูดน้อย เมื่อเครียดจึงไม่ได้ระบายออกเท่าที่ควร ส่วนภาคกลาง ภาคอีสาน มีสถิติการฆ่าตัวตายอยู่ในระดับปานกลาง ปัญหาที่ทำให้คนภาคนี้ฆ่าตัวตายคือเรื่องภาวะเศรษฐกิจและสังคม และภาคใต้เป็นภาคที่มีสถิติการฆ่าตัวตายน้อยที่สุด

พญ.สมรัก  กล่าวต่อว่า ภาวะซึมเศร้าปัจจุบันเป็นสิ่งที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายสูงสุด โดยคนมักจะคิดว่าเกิดจากภาวะเคมีในสมองผิดปกติ หรือทางการแพทย์เรียกว่า สื่อประสาทผิดปกติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีสาเหตุมากมายที่ทำให้เกิดสื่อประสาทผิดปกติ เช่น ภาวะการสะสมทางอารมณ์ที่ไม่ดี สภาพจิตใจที่ย่ำแย่ การถูกกระทำให้ผิดหวังรุนแรง  เมื่อสะสมเป็นเวลานานสารเคมีในสมองจึงหลั่งผิดปกติได้

ดังนั้น ซึมเศร้าจึงรักษาได้ด้วยการกินยาต้านเศร้า ซึ่งแล้วแต่แพทย์จะประเมินคนไข้แต่ละรายว่าควรกินมากน้อยแค่ไหน บางรายอาจจะกินยา 6 เดือน บางรายอาจจะต้องกินติดต่อกัน 10 ปี ก็ถือว่าไม่เป็นอันตราย และสามารถหายได้แน่นอน ถ้าถามว่าเราสามารถป้องกันการเป็นโรคซึมเศร้าได้หรือไม่นั้น อาจจะทำได้ตั้งแต่แรกเกิดคือการเลี้ยงดูลูกดูแลให้ดี ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเขามีค่า มีความหมาย

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญ คือ การสอนทักษะการแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต สอนให้รู้จักพยายามอดทนแก้ปัญหา  นอกจากนี้หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ให้ลอง สังเกตว่า ทางจิตใจเรารู้สึกเบื่อหน่าย เศร้า จิตใจหดหู่ ทางร่างกายมีอาการหลับๆตื่น เหนื่อยง่ายบ้างหรือไม่ หากเป็นติดต่อกัน 2 สัปดาห์ให้สงสัยได้เลยว่ากำลังจะเป็นโรคซึมเศร้าให้เข้าพบแพทย์ได้ทันที

ผู้อำนวยการ รพ.ท่าเรือ

สื่อวีดีโอ

รายงานสรุปการประชุมกลุ่มผู้ดูแลระบบระดับจังหวัด