Hospital Profile รพ.ท่าเรือ

ITA รพ.ท่าเรือ

Login Form

สถิติจำนวนผู้เข้าดู

020097
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือน
เดือนที่แล้ว
รวมทุกวัน
98
98
229
19405
1241
2712
20097

Your IP: 54.158.248.112
2018-07-17 22:38

การเลือกซื้อผลไม้ thaihealth

 

ผลไม้ มีวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด ซึ่ง ลักษณะของผลไม้ที่ดีและควรเลือกซื้อ คือ  ผิวต้องสดใหม่ไม่เหี่ยว ขั้วก้านเขียวและแข็ง และเปลือกหรือผิวไม่มีรอยช้ำ หรือแมลงเจาะกิน

ผลไม้แต่ละชนิดที่ควรเลือกซื้อคือ

1. ส้มเขียวหวาน ควรเลือกผิวบาง ผลกลมแป้น

2. มะละกอ ควรเลือกที่แก่จัด ผิวสีเขียวอมแสด ผิวนวล สีของเนื้อมะละกอขึ้นอยู่กับพันธุ์

3. มังคุด ควรเลือกที่แก่จัด ผิวสีเข้ม เปลือกไม่แข็ง ขั้วสด กลีบเลี้ยงเผยอ

4. กล้วยน้ำว้า ควรเลือกเปลือกบาง ไม่มีเหลี่ยม สุกคาเครือ รสชาติดีกว่ากล้วยบ่มให้สุก

5. ละมุด ควรเลือกแก่จัด ผิวสีน้ำตาลอมแดง

6. ลางสาด ควรเลือกผิวสีค่อนข้างเหลืองทองและมีสีแสดแกมขี้มด เนื้อภายในมีลักษณะใสจนเหลืองเล็กน้อย

7. น้อยหน่า ควรเลือกแก่จัด ตาห่าง

8. มะม่วง ควรเลือกที่แก่จัด ผิวนวล การดูสีบางทีไม่แน่นอน เพราะปัจจุบันใช้วิธีบ่มด้วยแก๊ส ทำให้มีผิวเหลืองสวย ทั้งๆที่บางทียังไม่แก่จัด

9. ส้มโอ เลือกเปลือกบาง มีน้ำหนัก ส้มโอนิยมผึ่งไว้ระยะหนึ่ง ไม่กินทันทีที่เก็บมาจากต้น

10. เงาะ เลือกผิวสดขนยังไม่แห้ง เนื้อไม่แห้ง เนื้อในหนา แกะล่อนจากเมล็ด รสหวาน ผลโตเสมอกัน

11. สับปะรด ควรเลือกผิวสีค่อนไปทางเหลือง ตาห่างไม่ถี่ กลีบเลี้ยงที่ปิดตาเปิดแสดงว่าแก่จัด

12. กระท้อน ควรเลือกผลงาม นุ่ม ผิวบางสีเหลืองผมน้ำตาลมีนวลและมีกระเล็กน้อย บริเวณรอบขั้วภายในมีลักษณะเนื้อหนานุ่ม เมล็ดเป็นปุยสีขาว

 

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

การช่วยเหลือเด็กชัก thaihealth

แฟ้มภาพ

การชักในเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุตํ่ากว่า 3 ปี มักมีสาเหตุมาจาก “ไข้สูง” ดังนั้นการเช็คตัวเพื่อลดไข้ควรจะได้กระทำทุกครั้ง เพื่อป้องกัน “การชัก” ชั่วระยะเวลาที่เด็กมีอาการชัก สมองจะขาดออกซิเจน ดังนั้น เด็กที่มีอาการชักบ่อย หรือการชักแต่ละครั้งใช้เวลานาน อาจทำให้เด็กพิการสติปัญญาเสื่อม การเจริญเติบโตช้า หรือได้รับบาดเจ็บถ้ามีการตกจากที่สูง เวลาชัก หรือล้มลงบนของมีคม เป็นต้น

นอกจากนี้ เด็กที่ชักโดยไม่มีไข้หรือ ชักหลังจากอายุ 3 ปีขึ้นไปแล้ว ควรได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้รักษาได้ตรงกับสาเหตุนั้น

เมื่อพบเด็กชัก ควรจะกระทำดังต่อไปนี้

  1. พ่อแม่หรือผู้พบเห็นไม่ควรตกใจ ให้อุ้มหรือจับให้พ้นจากการพลัดตก หรือจากของมีคม ตะแคงหน้าเด็กไปด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้นํ้าลาย เสมหะ หรืออาจเป็นเศษอาหาร พลัดตกลงไปในหลอดอาหารเพราะขณะชักเด็กไม่รู้สึกตัว
  2. ถ้ามีนํ้าลายหรือเสมหะให้ดูดเอาออก โดยใช้หลอดกาแฟ หรือลูกสูบยางที่ใช้กันตามบ้านก็ได้
  3. ระวังการกัดลิ้นเวลาชัก ด้วยการใช้ปลายช้อนพันด้วยผ้า ปากกา หรือผ้าม้วนเป็นก้อน ใส่เข้าไปในปากวางบนลิ้น
  4. ถอดเสื้อผ้าออก เช็ดตัวด้วยนํ้าเย็น หรือนํ้าใส่นํ้าแข็ง ค่อนข้างแรงและเร็ว วางผ้าที่ชุบนํ้าบิดหมาดๆ ไว้ตามซอกพับต่างๆ เพื่อให้ไข้ลดลง
  5. เมื่อเด็กหยุดชัก ให้นอนตามสบาย สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอากาศ
  6. ถ้ามีอาการอ่อนเพลียมาก หรือชักติดต่อกันบ่อยครั้ง หรือไข้สูงไม่ลด ควรพาไปสถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน

ข้อควรคำนึง

  • ขณะเด็กชัก ไม่ควรกรอกยาหรือกรอกนํ้าเป็นอันขาด เพราะเด็กไม่รู้สึกตัว จะสำลักยาและนํ้า ซึ่งถ้าเข้าไปในปอดจะทำให้เกิด “ปอดบวม’”
  • เด็กที่มียากันชักรับประทานต้องให้ยาสมํ่าเสมอตามแพทย์สั่งและจะหยุดยาต่อเมื่อแพทย์สั่งให้หยุดเท่านั้น
  • เด็กบางคนก่อนชักอาจมีอาการนำ เช่น ตาเหลือก กระตุก มีอาการแปลกๆ ควรสังเกตไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทันที
  • เด็กที่เคยชัก มักมีแนวโน้มจะชักอีกเมื่อมีไข้สูง ดังนั้นไม่ควรให้เด็กมีไข้สูง

นอกจากความไม่สมดุลระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับจำนวนประชาชนแล้ว ภาวะสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันยังทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถใช้บริการของสถานพยาบาลได้ทุกครั้ง การดูแลตนเองหรือดูแลซึ่งกันและกันเมื่อมีความผิดปกติบางอย่างจึงมีความสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือบรรเทาภาวะวิกฤติก่อนที่จะไปสถานพยาบาลได้ และปัญหาบางอย่างต้องการเพียง พยาบาลในบ้าน

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

คนทำงานออกกำลังอย่างไร? thaihealth

 

ทุกวันนี้คนทำงานตื่นตัวกันมากในเรื่องการออกกำลังกาย ใครไม่เป็นสมาชิกของสถานออกกำลังกายออกจะไม่อินเทรนด์

ชนิดของการออกกำลังกายมีการแบ่งหลายแบบแล้วแต่วัตถุประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น แบ่งชนิดของการออกกำลังกายเป็น 1) แบบส่วนบุคคล 2) แบบกลุ่มที่มีปัญหาหรือมีสมรรถภาพใกล้เคียงกัน (Group Exercise) และ 3) การออกกำลังกายแบบกลุ่มใหญ่ (Mass Exercise)

การออกกำลังแบบกลุ่มใหญ่ มีข้อดีคือทำพร้อมกันได้ทีละมากๆ เช่น การเต้นแอโรบิกที่สนามหลวงมีคนมาร่วมเป็นแสนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว  เป็นการกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย พร้อมกับความสนุกสนาน 
ข้อด้อยของการออกกำลังกายแบบกลุ่มใหญ่คือ อาจหนักไปสำหรับบางคน  แต่บางคนอาจได้ประโยชน์น้อยเพราะความหนักของการออกกำลังกายไม่พอ  

การออกกำลังกายแบบกลุ่ม การออกกำลังกายแบบนี้เป็นการรวมกลุ่มคนที่มีความสามารถหรือมีปัญหาใกล้เคียงกันมาออกกำลังกายร่วมกัน เช่น การออกกำลังกายกลุ่มของผู้สูงอายุ การออกกำลังกลุ่มในผู้ที่มีไหล่ติด การเต้นแอโรบิกในสถานออกกำลังกายโดยทั่วไป 

ข้อดีของการออกกำลังกายแบบนี้คือ มีแรงจูงใจที่จะออกกำลังกาย มีการแข่งขันกัน และสนุกสนาน 
ข้อด้อยคือ การจะจัดกลุ่มคนที่มีความสามารถใกล้เคียงกันมารวมกลุ่มกันออกกำลังกายเป็นเรื่องยาก ยกตัวอย่างเช่น การเต้นแอโรบิกเป็นกลุ่ม  ถ้าผู้เต้นมีสมรรถภาพของระบบหายใจและหัวใจต่างกันมาก คนที่มีสมรรถภาพดีอาจได้ประโยชน์ คนที่มีสมรรถภาพไม่ดีอาจเกิดอันตรายได้ 

ในทางปฏิบัติอาจแบ่งกลุ่มการเต้นแอโรบิกตามอายุ หรือแบ่งเป็น 3 ระดับ เช่น แบบหนัก แบบปานกลาง และแบบเบา ผู้จะเข้าร่วมกลุ่มควรมีการตรวจเช็กสมรรถภาพเพื่อที่จะประเมินตัวเองก่อนที่จะร่วมออกกำลังกายในกลุ่มใด 
การออกกำลังแบบกลุ่มในคนที่ทำงานประเภทเดียวกัน เช่น ในกลุ่มงานนั่งเย็บรองเท้าในโรงงาน จะทำได้ง่ายเพราะคนทำงานจะมีสมรรถภาพและปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นคล้ายๆ กัน 
ผู้ที่จะนำการออกกำลังกายควรมีความรู้เกี่ยวกับชนิด และผลของการออกกำลังกายแต่ละประเภท เพื่อที่จะได้ออกแบบท่าการออกกำลังกายให้เหมาะกับคนกลุ่มนั้น

การออกกำลังกายแบบส่วนบุคคล การออกกำลังกายแบบส่วนบุคคลเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะสามารถกำหนดความหนักของการออกกำลังกายได้ในแต่ละบุคคล ทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด  สามารถจัดเวลาที่จะออกกำลังของตัวเองได้ไม่ต้องรอเป็นกลุ่ม  แต่ผู้ที่จะออกกำลังกายต้องสร้างสุขนิสัย คือต้องทำสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ มีชนิดของการออกกำลังกายตามสมรรถภาพร่างกาย ได้แก่ สมรรถภาพของระบบหัวใจและหายใจ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทานของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกาย และความคล่องแคล่วว่องไว

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/ , โดย 

\'กะเพรา\' ราชินีสมุนไพร thaihealth

แฟ้มภาพ

กะเพราเป็นพืชพื้นเมืองของเขตร้อนในถิ่นโลกเก่า คือบริเวณเขตร้อนของทวีปเอเชียและแอฟริกา ทั้งที่จงใจปลูกและขึ้นเองตามธรรมชาติ การเพาะปลูกกะเพราเป็นไปเพื่อใช้งาน ทั้งด้านศาสนาและการแพทย์

ประเทศไทยและอินเดียมีการปลูก 2 พันธุ์คือ กะเพรา (Lakshmi tulsi) และกะเพราแดง (Krishna tulsi) ที่ประเทศอินเดียจะเก็บเกี่ยวหลังผลิดอกครั้งแรกเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยาสูงสุด

การแพทย์อายุรเวทและศาสนาฮินดูมีการใช้กะเพรา มากว่า 5,000 ปี จัดเป็นราชินีสมุนไพร(Queen of Herb) ใช้ทั้งด้านร่างกายและจิตวิญญาณ โดยกล่าวว่ากะเพรามีคุณสมบัติปรับธาตุ ช่วยภาวะสมดุลหลายกระบวนการของร่างกาย และช่วยให้เผชิญความเครียด ทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ดีขึ้น

การแพทย์อายุรเวทเชื่อว่ากะเพราเป็นพืชที่ช่วยให้อายุยืน ใช้บรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ อาการต่างๆ ของกระเพาะอาหาร อาการอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด ปรับสมดุลระบบภูมิต้านทาน บรรเทามาลาเรีย และขับสารพิษต่างๆ เพราะมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย มีการใช้ใบกะเพราแห้งปนกับเมล็ดพันธุ์เพื่อไล่แมลง

คนไทยใช้กะเพราประกอบอาหาร จะมีใครบ้างใช้กะเพราเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสุขภาพ การศึกษาวิจัยเรื่อง กะเพรามีจำนวนมาก เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน การกินสารสกัดจากใบกะเพรา 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ก่อนการฉายรังสีหนูทดลอง หนูกินสารสกัดดังกล่าวมีความผิดปกติของโครโมโซมเซลล์ไขกระดูกที่แยกจากหนูที่รับรังสี 4.5 Gy ติดต่อกัน 5 วันต่ำกว่ากลุ่มควบคุม มีผลให้ระดับ GSH GST เอนไซม์กลูตาไทโอนรีดักเตส (GSPx) และ SOD ในตับมีระดับสูงขึ้น แต่ลดการเกิดออกซิเดชันของไลพิด

ฤทธิ์ลดความดันเลือด การศึกษาในสุนัขพบว่า fixed oil จากกะเพรามีฤทธิ์ลดความดันเลือด อันอาจมีผลจากฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย และเชื่อว่ามีคุณสมบัติยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือด เพิ่มระยะเวลาแข็งตัวของเลือด

ฤทธิ์ลดปริมาณไขมันในเลือดและปริมาณคอเลสเตอรอลสุทธิ พบว่าฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดมาจากความสามารถในการต้านออกซิเดชันของกะเพรา กระต่ายที่ได้รับใบกะเพราสดผสมอาหารขนาด 1-2 กรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์จะมีปริมาณ คอเลสเตอรอลสุทธิ ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลพิด และไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดลง และมีไขมันดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) และคอเลสเตอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น

ฤทธิ์ต่อระบบหัวใจ เมื่อให้ใบกะเพราสดบดละเอียด 50 และ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 30 วันแก่หนู แล้วจึงเหนี่ยวนำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายด้วย isoproterenol พบว่าใบกะเพราบดเพิ่มภาวะต้านออกซิเดชันในหัวใจ เพิ่มระดับ GSH SOD คาทาเลส และ GPx activity และลดการเกิดไลพิดเพอออกซิเดชันและการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ

ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลกระเพาะอาหาร สารสกัดกะเพราลดการหลั่งกรด เพิ่มการหลั่งสาร เยื่อเมือกของกระเพาะอาหาร เมื่อป้อนสารสกัดกะเพราด้วยแอลกอฮอล์ 70% ทางท่อเข้าที่กระเพาะหนูขาว ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม มีผลรักษาแผลกระเพาะอาหารที่เกิดจากแอสไพริน แอลกอฮอล์ ฮิสตามีน และความเครียด พบว่าสามารถลดการหลั่งกรด และป้องกันการถูกทำลายของเยื่อบุกระเพาะอาหารได้

ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดน้ำหรือแอลกอฮอล์ 50% ของใบสดหรือใบกะเพราแห้ง มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้หนูตะเภาและกระต่ายที่ถูกกระตุ้นด้วยฮิสตามีน อะเซทิลโคลีน หรือคาร์บาคอล (carbachol)

ฤทธิ์ขับลม ใช้น้ำต้มใบกะเพรา 2-3 หยด ผสมน้ำนมให้ทารกดื่ม ทำให้ทารกสบายท้อง เพราะน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกะเพราช่วยขับลมในท้อง

ฤทธิ์ลดการอักเสบ การศึกษากะเพราพบว่ามีฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ค็อกซ์-1 (Cox-1) และค็อกซ์-2 (Cox-2) เหมือนยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (ที่นิยมใช้รักษาโรคข้ออักเสบ) อันเนื่องมาจากสารยูจีนอล cirsillenol, cirsimaritin, Isothymonin, Apigenin, rosmarinic acid ในน้ำมันกะเพรา มีฤทธิ์ลดการอักเสบโดยยับยั้งการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน (prostaglandin)

ฤทธิ์แก้ปวด สารสกัดใบกะเพราด้วยแอลกอฮอล์หรือให้กินทางปาก สามารถยับยั้งอาการปวดได้ เมื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการปวดโดยการฉีดกรดอะเซติกเข้าทางช่องท้องหนูทดลอง

ฤทธิ์ปกป้องตับ เมื่อฉีดสารสกัดทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์ 70% เข้าช่องท้องหนูถีบจักร 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือป้อนตำรับยาที่มีกะเพราเป็นส่วนประกอบขนาดต่างๆ กันให้กับหนูขาวทางปาก  และสารสกัดใบกะเพราขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อป้อนให้กับหนูถีบจักรทางปากนาน 10 วัน พบว่าป้องกันตับจากการถูกทำลายด้วยสารคาร์บอนเตตราคลอไรด์หรือสารปรอทได้

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและรักษาเบาหวาน ประเทศอินเดียมีประวัติการใช้น้ำชงช่อดอกดื่มรักษาเบาหวาน และใช้ชาชงจากใบดื่มเพื่อควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือด ส่วนประเทศปากีสถานกินผงใบกะเพรา มื้อละ 21 กรัม วันละ 2 ครั้งเพื่อรักษาเบาหวาน

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย สารในกลุ่มฟีนอล แทนนิน และซาโพนินจากต้น กะเพราและสารสกัดเอทานอล และน้ำมันหอมระเหยจากกะเพราสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli  และ Shigella dysenteriae ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

ฤทธิ์ต้านเชื้อสิว งานวิจัยของประเทศไทยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากกะเพรา ซึ่งมีสารยูจีนอล แกมม่าคาร์โยฟิลีน และเมททิลยูจีนอลเป็นองค์ประกอบสำคัญ มีฤทธิ์ต้านการเติบโตของเชื้อสิว Propionibacterium acnes ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาเป็นสารรักษาสิวต่อไป

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th/ , โดย 

ปัญหาผิวหนังในนักวิ่ง thaihealth

 

ปัจจุบันคนไทยออกกำลังกายด้วยการวิ่งกันมากขึ้น จึงขอเล่าเรื่องปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยในนักวิ่ง ซึ่งได้แก่ เล็บห้อเลือด ตุ่มน้ำใสพองที่ผิวหนัง ตาปลา ภาวะเท้าดำ ผิวแตกลาย ผิวหนังติดเชื้อโรค ผิวแพ้สัมผัส เช่นเดียวกับที่พบในนักกีฬาอีกหลายชนิดดังที่กล่าวไปแล้วในฉบับเดือนสิงหาคม นอกจากนี้นักวิ่งยังพบปัญหาผิวหนังอย่างอื่นอีก ได้แก่

หัวนมอักเสบ

เกิดจากการที่วิ่งไปแล้วหัวนมเสียดสีกับเสื้อ พบภาวะนี้ในนักวิ่งที่เข้าแข่งขันวิ่งมาราธอนร้อยละ 2 ถึง 16.3 นอกจากนั้นก็ยังพบในนักวิ่งทั่วไปที่ไม่ใช่นักกีฬาโดยเฉพาะในหญิงที่วิ่งโดยไม่ใส่ยกทรง และในชายที่อ้วนหรือใส่เสื้อเนื้อหยาบ ภาวะนี้พบได้บ่อยขึ้นในฤดูหนาวเพราะอากาศหนาวทำให้หัวนมตั้งชันเสียดสีกับเสื้อที่เปียกชื้นมากขึ้น ลักษณะหัวนมอักเสบในนักวิ่งจะพบรอยถลอก มีสะเก็ดแดง เจ็บที่หัวนมและรอบหัวนม อาจมีเลือดซึม การรักษาโดยทำความสะอาดบริเวณที่เป็น ซับให้ผิวแห้ง และอาจทาครีมสเตียรอยด์ หรืออาจทาด้วยขี้ผึ้ง petroleum jelly หรือขี้ผึ้งปฏิชีวนะ

การป้องกันภาวะหัวนมอักเสบ ก็คือควรสวมเสื้อใยสังเคราะห์ที่แห้งสนิทและเนื้อผ้าซับเหงื่อให้ผิวแห้งง่าย อาจทาขี้ผึ้งที่หัวนมหรือใช้ปลาสเตอร์ปิดหัวนมก่อนวิ่ง ผู้หญิงต้องสวมยกทรง ในผู้ชายอาจถอดเสื้อวิ่งแต่ต้องไม่ลืมทายากันแดด 

มะเร็งผิวหนัง

มีการศึกษาภายในประเทศออสเตรียเปรียบเทียบระหว่างนักวิ่งมาราธอนและคนทั่วไปกลุ่มละ 210 คน พบว่านักวิ่งมาราธอนมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง ทั้งชนิดมะเร็งไฝดำและมะเร็งผิวหนังชนิดอื่นสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ ทั้งนี้จากการถูกแดดจัดเป็นเวลานานและการออกกำลังกายที่เหนื่อยเกินไปจะลดภูมิต้านทานของร่างกายลงด้วย

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือนักวิ่งมาราธอนเพียงร้อยละ 56 ที่ใช้ยากันแดดอย่างสม่ำเสมอ องค์การอนามัยโลกประมาณว่าแต่ละปีทั่วโลกมีคนเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่ไม่ใช่มะเร็งไฝดำถึง 2-3 ล้านคน และเป็นมะเร็งไฝดำ (ซึ่งมีอัตราตายสูงมาก) ถึงปีละ 132,000 คน และมีคนตายจากทั่วโลกด้วยโรคมะเร็งไฝดำปีละ 48,000 คน และตายจากมะเร็งผิวหนังอื่นๆ ปีละ 12,000 คน 

โรคเท้าเหม็น

พบโรคเท้าเหม็น (pitted keratolysis) บ่อยในนักกีฬา ที่มีเท้าอบชื้นอยู่เสมอ เช่นนักวิ่ง และผู้ที่ชอบเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำหน้าฝนเช่นนี้ เมื่อผิวหนังชั้นขี้ไคลของฝ่าเท้าเปียกชื้นจากเหงื่อ หรือน้ำที่เจิ่งนอง ทำให้ผิวหนังยุ่ยและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Micrococcus sedentarius พบได้บ่อย กว่าในผู้ชาย เพราะมีเหงื่อออกที่ฝ่าเท้ามากกว่า และผู้ชายมักสวมถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา 

อาการสำคัญของโรคนี้ที่พบบ่อยสุดถึงร้อยละ 90 คือ เท้ามีกลิ่นเหม็นมาก นับเป็นการทำลายบุคลิกภาพ อาการรองลงมาที่พบร้อยละ 70 คือเวลาถอดถุงเท้าจะรู้สึกว่าถุงเท้าติดกับฝ่าเท้า ส่วนอาการคันนั้นพบได้น้อยคือ เพียงร้อยละ 8 ลักษณะของโรคเท้าเหม็น เห็นเป็นหลุมเล็กๆ ที่นิ้วเท้า ฝ่าเท้า บางครั้งหลุมอาจรวมตัวกันเป็นแอ่งเว้าตื้นๆ ดูคล้ายแผนที่ ถ้าขูดผิวหนังและย้อมเชื้อจะพบเชื้อแบคทีเรียติดสีน้ำเงิน

สำหรับการป้องกันโรคนี้คือ ต้องระวังให้เท้าแห้งอยู่เสมอ อาจใช้แป้งฝุ่นฆ่าเชื้อโรยบ้าง ส่วนการรักษานั้น ยารักษาโรคสิวที่ใช้กันบ่อยคือ เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ ก็นำมาใช้รักษาโรคเท้าเหม็นได้ผลดี นอกจากนั้นยาปฏิชีวนะและยาทาฆ่าเชื้อราก็รักษาโรคเท้าเหม็นได้

การดูแลสุขภาพเท้า 

  • เลือกสวมรองเท้าที่มีขนาดพอเหมาะ มีงานวิจัยชี้ว่าเด็กจำนวนมากสวมรองเท้าที่เล็กเกินไป พบว่าราวครึ่งหนึ่งของเด็กหญิงวัยเรียนเกิดปัญหาเกี่ยวกับเท้าเมื่ออายุได้เพียง 10 ขวบ พบความผิดปกติของเท้าหลายต่อหลายอย่าง เช่น เล็บขบ เล็บผิดรูปร่าง ตาปลา หรือกระดูกคด ล้วนเกิดจากการใส่รองเท้าที่มีขนาดไม่เหมาะสม 
  • ล้างเท้าทุกวัน ยกเว้นกรณีที่ผิวหนังเท้าแห้งและแตกอยู่แล้ว หลังจากล้างเท้าไม่ควรสวมรองเท้าถุงเท้าทันที ควรรอให้เท้าแห้งสนิทก่อนจึงค่อยสวมรองเท้า อาจใช้ผ้าขนหนูซับเท้าหรือใช้พัดลมเป่าเพื่อให้เท้าแห้งเร็วขึ้น 
  • ระวังส้นเท้าแตก อาจต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษระหว่างการอาบน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อผิวหนังนุ่มตัวจากการสัมผัสน้ำ แล้วให้ใช้หินขัดขี้ไคลค่อยๆ ถูเท้าที่มีหนังหนาตัวขึ้นกว่าปกติ หลังจากนั้นให้ทาครีมให้ความชุ่มชื้น นวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า วิธีนี้ช่วยป้องกันปัญหาส้นเท้าแตกได้ 
  • ใช้แป้งฝุ่นโรย หากเหงื่อออกที่เท้ามาก ใช้แป้งฝุ่นโรยก็ช่วยได้ เลือกใช้แป้งทั่วไป หรือแป้งเฉพาะสำหรับเท้าที่เรียกว่า foot powder แป้งชนิดนี้มีลักษณะคล้ายแป้งฝุ่นทาตัว เพียงแต่เนื้อแป้งอาจหนากว่า และดูดซึมน้ำได้ดีกว่า การโรยแป้ง ทำให้ผิวที่เท้าแห้ง ไม่เฉอะแฉะ จึงลดอาการระคายเคืองและช่วยให้เกิดความรู้สึกเย็นสบาย ควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และควรใส่รองเท้าสลับวันเว้นวัน คู่ใดไม่ได้ใส่ก็ผึ่งเสียให้แห้ง 
  • ป้องกันเล็บขบ เล็บขบพบได้บ่อยในคนที่สวมรองเท้าคับเกินไป และตัดเล็บผิดวิธี เล็บมือนั้นให้ตัดเป็นรูปโค้งมนตามนิ้วมือได้ แต่ถ้าตัดเล็บเท้าโค้งมนตามนิ้วจัดเป็นการตัดเล็บที่ผิดวิธี เพราะเมื่อเล็บงอกขึ้นมาใหม่ เล็บอาจงอกแทงผิวหนังข้างๆเล็บ ทำให้เกิดการอักเสบบวมแดง การตัดเล็บเท้าที่ถูกต้อง คือ ตัดเป็นเส้นตรง

ที่มา: http://www.thaihealth.or.th , โดย 

โรงพยาบาลท่าเรือ 440/1 ถ.เทศบาล 1 ต.ท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา 13130

โทร : 035-341186 แฟกซ์ : 035-341393

Copyright © 2017. All Rights Reserved.